<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Kittipat M &#187; Google Trends</title>
	<atom:link href="https://www.kittipat.in.th/tag/google-trends/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.kittipat.in.th</link>
	<description>โฆษณา-ธุรกิจ-ดิจิตอล-Influencer</description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Jun 2021 18:08:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.1.26</generator>
	<item>
		<title>รู้จัก Google Trends เครื่องมือเจาะพฤติกรรมการเสิรช์สำหรับชาว Marketing</title>
		<link>https://www.kittipat.in.th/google-trends/</link>
		<comments>https://www.kittipat.in.th/google-trends/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2015 12:13:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[THOUGHT]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Google Trends]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[กูเกิล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kittipat.in.th/?p=9</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเหล่าคนบ้าดิจิตอล Editor&#8217;s Note :  บล็อกที่ท่านกำลังเห็นอยู่นี้ เป็นบล็อกเกิดใหม่ที่ว่าด้วยเรื่องราวด้านการตลาดดิจิตอลเชิงลึก ซึ่งจะออกมาในแนวเข้มข้นฮาร์ดคอร์อยู่พอสมควร บล็อกนี้เกิดจากผู้เขียนมีอาชีพประจำทำงานอยู่ในสายนี้ เรื่องราวที่ท่านกำลังอ่านต่อจากนี้หลายๆเรื่องท่านอาจจะคุ้นหูหรือเคยรู้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะท่านทำงานในสายด้านนี้เช่นเดียวกัน หรือเป็นเพราะความชอบหลงใหลส่วนตัวในเรื่องดิจิตอลก็ตามที แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บล็อกนี้เหมาะทั้งผู้ที่เพิ่งจะเริ่มศึกษาสนใจหรือผู้มีความรู้ในดิจิตอล เพราะเรื่องราวหลังจากนี้จะมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เบสิกจนนำท่านดำดิ่งไปสู่โลกดิจิตอลในด้านที่ท่านอาจไม่เคยเห็น เชิญติดตามได้เลยครับ ขอเริ่มเล่าเรื่องราวตำรับคนบ้าดิจิตอล ด้วยการนำทุกท่านมาทำความรู้จักเครื่องมือทางการอันทรงพลังอย่าง &#8220;Google Trends&#8221; เครื่องมือของกูเกิลตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือแรกๆที่นักการตลาดดิจิตอลมักนำมาใช้เพื่อหาข้อมูลเชิงพฤติกรรมของคนออนไลน์ทั้งหลาย Google Trends เป็นเครื่องมือที่ให้ใช้งานกันฟรีๆ หากใครยังไม่เคยสัมผัส ผมจะนำทุกท่านมารู้จักเครื่องมือนี้กันครับ &#160; เกริ่นนำ หากว่ากันแบบประชดประชัน คนเราทุกวันนี้นอกจากปัจจัยสี่ที่ใช้ในการดำรงชีวิตแล้ว เรายังมีปัจจัยที่ &#8220;5&#8221; คือโทรศัพท์มือถือ ส่วนปัจจัยที่ &#8220;6&#8221; ก็คืออินเตอร์เน็ต แล้วเจ้าปัจจัยที่ &#8220;7&#8221; ก็คือเครื่องมือเสริช์ค้นหาสิ่งต่างๆที่ที่ชื่อว่าอากู๋  Google นี่แหละครับ ซึ่งขาดไม่ได้ต่อการดำรงชีวิตของพวกเรา เวลาคิดอะไรไม่ออกก็ชอบใช้ทางลัดถามกูเกิลอยู่ทุกที ไม่ว่าจะทำรายงาน ทำการบ้าน หาข้อมูลทำงาน หาโรงแรมเพื่อไปเที่ยว หาเพลงฟัง หาหนังดู หาเกมส์เล่น  เช็คหวย ข่าวฉาวดารา ดูผลบอล ฯ เชื่อว่าหลายๆท่านก่อนมาอ่านบทความนี้ก็เพิ่งใช้กูเกิลไปหมาดๆ ถูกไหมครับ? เอาล่ะ ถ้าใครๆก็นิยมใช้กูเกิลกันทั้งหมด นั่นแปลว่าเรามีเพื่อนร่วมใช้เจ้ากูเกิลมากมายหลายล้านคน วันๆหนึ่งมีคนทั่วโลกกดเสิรช์โดยใช้กูเกิลถึงวันละ 3.5 พันล้านครั้ง ส่วนในไทยก็คาดเดาว่าหลายล้านคนใกล้เคียงกับสถิติประชากรอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อมูลที่เราใช้เสิรช์ๆกันมากมายนั้น พวกเรามักไม่รู้ว่ากูเกิลก็ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของเราเหล่านี้เอาไว้หมดโดยที่เราไม่รู้ตัว หลังบ้านของกูเกิลจึงมีข้อมูลการเสริช์ของเราเก็บไว้มหาศาล (แต่ไม่ได้ลุกล้ำความเป็นส่วนตัว...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สวัสดีครับเหล่าคนบ้าดิจิตอล</strong></p>
<p><span class="wt-highlight wt-highlight-cyan"><strong><em>Editor&#8217;s Note</em> </strong>:  บล็อกที่ท่านกำลังเห็นอยู่นี้ เป็นบล็อกเกิดใหม่ที่ว่าด้วยเรื่องราวด้านการตลาดดิจิตอลเชิงลึก ซึ่งจะออกมาในแนวเข้มข้นฮาร์ดคอร์อยู่พอสมควร บล็อกนี้เกิดจากผู้เขียนมีอาชีพประจำทำงานอยู่ในสายนี้ เรื่องราวที่ท่านกำลังอ่านต่อจากนี้หลายๆเรื่องท่านอาจจะคุ้นหูหรือเคยรู้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะท่านทำงานในสายด้านนี้เช่นเดียวกัน หรือเป็นเพราะความชอบหลงใหลส่วนตัวในเรื่องดิจิตอลก็ตามที แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บล็อกนี้เหมาะทั้งผู้ที่เพิ่งจะเริ่มศึกษาสนใจหรือผู้มีความรู้ในดิจิตอล เพราะเรื่องราวหลังจากนี้จะมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เบสิกจนนำท่านดำดิ่งไปสู่โลกดิจิตอลในด้านที่ท่านอาจไม่เคยเห็น เชิญติดตามได้เลยครับ </span><span id="more-9"></span></p>
<p><strong>ขอเริ่มเล่าเรื่องราวตำรับคนบ้าดิจิตอล ด้วยการนำทุกท่านมาทำความรู้จักเครื่องมือทางการอันทรงพลังอย่าง &#8220;<a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a>&#8221; </strong>เครื่องมือของกูเกิลตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือแรกๆที่นักการตลาดดิจิตอลมักนำมาใช้เพื่อหาข้อมูลเชิงพฤติกรรมของคนออนไลน์ทั้งหลาย <strong><a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a></strong> เป็นเครื่องมือที่ให้ใช้งานกันฟรีๆ หากใครยังไม่เคยสัมผัส ผมจะนำทุกท่านมารู้จักเครื่องมือนี้กันครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>เกริ่นนำ</strong></span></p>
<p>หากว่ากันแบบประชดประชัน คนเราทุกวันนี้นอกจากปัจจัยสี่ที่ใช้ในการดำรงชีวิตแล้ว เรายังมีปัจจัยที่ &#8220;5&#8221; คือ<strong>โทรศัพท์มือถือ</strong> ส่วนปัจจัยที่ &#8220;6&#8221; ก็คือ<strong>อินเตอร์เน็ต</strong> แล้วเจ้าปัจจัยที่ &#8220;7&#8221; ก็คือเครื่องมือเสริช์ค้นหาสิ่งต่างๆที่ที่ชื่อว่าอากู๋ <strong> Google</strong> นี่แหละครับ ซึ่งขาดไม่ได้ต่อการดำรงชีวิตของพวกเรา เวลาคิดอะไรไม่ออกก็ชอบใช้ทางลัดถามกูเกิลอยู่ทุกที ไม่ว่าจะทำรายงาน ทำการบ้าน หาข้อมูลทำงาน หาโรงแรมเพื่อไปเที่ยว หาเพลงฟัง หาหนังดู หาเกมส์เล่น  เช็คหวย ข่าวฉาวดารา ดูผลบอล ฯ เชื่อว่าหลายๆท่านก่อนมาอ่านบทความนี้ก็เพิ่งใช้กูเกิลไปหมาดๆ ถูกไหมครับ?</p>
<p>เอาล่ะ ถ้าใครๆก็นิยมใช้กูเกิลกันทั้งหมด นั่นแปลว่าเรามีเพื่อนร่วมใช้เจ้ากูเกิลมากมายหลายล้านคน วันๆหนึ่งมีคนทั่วโลกกดเสิรช์โดยใช้กูเกิลถึงวันละ 3.5 พันล้านครั้ง ส่วนในไทยก็คาดเดาว่าหลายล้านคนใกล้เคียงกับสถิติประชากรอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย</p>
<p>ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อมูลที่เราใช้เสิรช์ๆกันมากมายนั้น พวกเรามักไม่รู้ว่ากูเกิลก็ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของเราเหล่านี้เอาไว้หมดโดยที่เราไม่รู้ตัว หลังบ้านของกูเกิลจึงมีข้อมูลการเสริช์ของเราเก็บไว้มหาศาล (แต่ไม่ได้ลุกล้ำความเป็นส่วนตัว ตามนโยบายของกูเกิล) และส่วนหนึ่งก็นำกลับมาคืนให้กับนักการตลาดอย่างเราๆท่านๆ ให้เอามาใช้ประโยชน์ในการทำงานได้ต่อ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Google Trends ตัวนี้ที่เรากำลังกล่าวถึงนี่เอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a> คืออะไร? Google Trends นั้นเปรียบเสมือนศูนย์กลางของโลกวงการเสริช์เพื่อใช้ดูว่าคำค้น (Search Terms) อะไรที่คนในโลกนี้นิยมค้นหากัน</strong></p>
<p>ภายในเครื่องมือ <a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a>  สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนกว้างๆ  <strong>ส่วนแรก</strong>คือการรายงานอัพเดตรายวันว่า ณ ขณะนี้อะไรที่กำลังอินเทรนด์อยู่บ้าง อะไรที่กำลังฮอตประจำวัน ซึ่งเราสามารถตามเข้าไปดูได้ทุกวัน ส่วนพอถึงสิ้นปีก็จะมาประมวลสรุปชารต์ประจำปี (สมัยก่อนเรียก Google Zeitgeist) ว่าในปีที่ผ่านมามีเรื่องอะไรที่ฮอตบ้างแบ่งตามหมวดหมู่เช่น คนดังประจำปี ภาพยนตร์ประจำปี เทคโนโลยีประจำปี รถยนต์ประจำปี เพลงประจำปี ฯ ส่วนมากข้อมูลในส่วนนี้ก็เอาไว้ดูขำๆ อย่างมากก็ไว้จับตาดูกระแสใหม่ๆและฉกฉวยประโยชน์ออกมาพูดก่อนคนอื่น ซึ่งวิธีนี้มักเรียกกันว่าการทำการตลาดแบบ <strong>Real-time Marketing </strong>ลองดูตัวอย่างของส่วนแรกตามภาพประกอบด้านล่าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-112" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0001.jpg" alt="googletrends0001" width="880" height="500" /><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0001.jpg"><br />
</a></p>
<p>เพียงแค่เราเข้ามาเยี่ยมเยือนที่นี่ทุกวันก็เปรียบเสมือนกับการอ่านกระแสรายวันในเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่สนใจและทำการ Search กันแล้ว มาต่อที่<strong>ส่วนหลัง</strong>ที่นักการตลาดจะนำมาใช้ประโยชน์จริงๆ โดยเราสามารถค้นหาเจาะลึกไปในประเด็นที่เราต้องการได้ เพื่อศึกษาว่า ใครกำลังพูดอะไร (มิติของคีย์เวิรด์เพื่อค้นหา) ที่ไหน (มิติของสถานที่ตั้งแต่รายประเทศยันรายจังหวัด) ตอนไหน  (มิติเวลาระบุออกมาเป็นเดือน) ผลลัพธ์ที่ได้เราจะรู้พฤติกรรมการเสิรช์ของคนในกรอบที่เราต้องการอยากรู้ เรามาดูตัวอย่างคร่าวๆกันก่อนว่าเจ้าส่วนหลังของ Google Trends มันทำอะไรให้เราได้บ้าง</p>
<p>ผมขอยกตัวอย่างคำค้นยอดนิยมตลอดกาลของคนไทย โดยหยิบเอาคำว่า  ดูดวง คลิป ผลบอล หวย เกม มาใส่ในช่อง <strong>Compare</strong> ที่เครื่องมือนี้อนุญาตให้ใส่ได้ 5 คีย์เวิรด์ แล้วเลือกการแสดงผลย้อนหลังไป 12 เดือน ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นไปตามภาพด้านล่าง โดยแบ่งด้านซ้ายเป็นผลลัพธ์ของการเสิรช์ผ่านเวบกูเกิล ส่วนด้านขวาเป็นการเสิรชผ่านยูทูป (เราสามารถเลือกที่เมนูได้ว่าจะให้ค้นหาผ่านแพลตฟอร์มอะไร) สังเกตว่าเราจะเห็นแพทเทิรน์ที่แตกต่างกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends00005.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-131" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends00005.jpg" alt="googletrends00005" width="760" height="266" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดูทางซ้ายมือกันก่อน จะเห็นได้ชัดว่าเมื่อค้นหาผ่าน Google คำว่า &#8216;หวย&#8217; กับ &#8216;ผลบอล&#8217; ดูจะชนะคำอื่นๆที่เลือกมา แสดงให้เห็นว่าพลังความสนใจของคนไทยสนใจในฟุตบอลมากกว่าเรื่องดวง แต่ก็สูสีกับเรื่องหวย ในตรงนี้เองเมื่อเราสังเกตตรงคำว่า &#8216;หวย&#8217; ซึ่งเป็นเส้นสีเขียวจะเห็นว่ากราฟนั้นมีการขึ้นลงเป็นฟันปลาต่างกับกราฟตัวอื่น นั่นเป็นเพราะปริมาณการเสิรช์จะพุ่งขึ้นสูงในวันหวยออกเดือนละสองครั้งซึ่งก็คือต้นเดือนกับกลางเดือน  เราเรียกอะไรแบบนี้ว่าเป็น<strong>รอบวัฏจักร (Cycle)</strong> ส่วนคำว่า &#8216;ฟุตบอล&#8217; เส้นสีเหลือง ปริมาณการเสิรช์จะขึ้นลงเกาะไปตามช่วงฤดูแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีคและก็จะน้อยลงไปเมื่อหมดฤดูกาล (แต่ในที่นี้เราจะเห็นการพุ่งขึ้นสูงเมื่อปิดฤดูกาลเพราะมีมหกรรมฟุตบอลโลกช่วงเดือน ก.ค. อยู่ด้วย)  เราเรียกอะไรแบบนี้ว่าเป็น<strong>ฤดูกาล (Season)</strong>  ขณะที่คำอื่นๆอย่างเช่น &#8216;คลิป&#8217; &#8216;เกม&#8217; &#8216;ดูดวง&#8217; ข้อมูลดูจะคงที่ เพราะไม่มีอิทธิพลของ Cycle และ  Season เข้ามาเกี่ยวข้อง</p>
<p>ส่วนภาพด้านขวาเมื่อค้นหาผ่าน Youtube จะเห็นว่าข้อมูลที่ได้ออกจะแตกต่างกัน เพราะคนที่ค้นหาใน Youtube จะเน้นอะไรที่มีความเป็นเอ็นเตอร์เทนมากกว่า เราจึงจะเห็นเส้นของคำว่า &#8216;คลิป&#8217; และ &#8216;เกม&#8217; พุ่งขึ้นสูงกว่าคำอื่นๆ ดังนั้นในจุดนี้สรุปได้ว่า <strong>เมื่อเราเทียบกับการเสิรช์ผ่านแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน พฤติกรรมการค้นหาก็แตกต่างกันด้วย</strong></p>
<p>เมื่อสักครู่เราจะเห็นด้านของมิติของคำที่เสิรช์กับมิติของเวลาไปแล้ว คราวนี้เรามาดูมิติด้านภูมิศาสตร์กันบ้าง ความเจ๋งของ Google Trends คือเราสามารถดูลงลึกไปถึงรายจังหวัดหรือเมืองได้เลย โดยผมจะแสดงศักยภาพของเครื่องมือตัวนี้ ผ่านตัวอย่างจริงที่ผมเคยนำมาใช้ ซึ่งต่อจากนี้จะละเอียดสักหน่อยเพื่อทำให้เห็นภาพชัด โดยจะหยิบคีย์เวิรด์คำว่า<strong> &#8216;ห้องนอน&#8217;</strong> ที่เลือกคำนี้เป็นตัวอย่างเพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งเคยสงสัยมากว่า MV เพลงที่ดังบนยูทูปอย่างเพลง &#8220;<a href="https://www.youtube.com/watch?v=UEomrCUlYg0" target="_blank">ห้องนอน</a>&#8221; ของวง Fridaynight to Sunday นั้นไปยังไงมายังไงถึงได้ยอดวิวนับร้อยล้านวิว โดยที่ผมไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังเพลงนี้มาก่อนเลย  ผมจึงเทำตัวเป็นนักสืบเข้าไปดูข้อมูลการค้นหาบนยูทูปย้อนหลังสองปี และนำไปเปรียบเทียบกับสถิติยอดวิวจากทางยูทูป ผลลัพธ์ที่ได้มีความพันธ์กันแบบนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0006.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-133" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0006.jpg" alt="googletrends0006" width="992" height="266" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงจุดนี้ก็ยังไม่เห็นภาพอะไรชัดนอกจากแค่เห็นช่วงเวลาที่ MV เริ่มติดกระแส แต่ถ้าเราใช้ฟีเจอร์ของ Google Trends มาดูข้อมูลระดับภูมิภาค (Geographic) ก็มาเห็นว่า &#8216;ห้องนอน&#8217; นี้คนฟังไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯเลย ส่วนมากเป็นคนดูคลิปนี้จากต่างจังหวัด จากภาพด้านล่างผมเอามาเปรียบเทียบข้อมูลกับ &#8216;The Voice&#8217; รายการยอดฮิตที่คนทั้งประเทศติดตามชม เพื่อให้เห็นความแตกต่างของสองคีย์เวิรด์นี้ จะเห็นว่า The Voice คนที่สนใจหลักๆอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่สำหรับ &#8216;ห้องนอน&#8217; กรุงเทพฯไม่ติดโผใดๆเลย ดูได้จากระดับความเข้มของสีในแต่ละจังหวัดบนแผนที่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends00007.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-135" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends00007.jpg" alt="googletrends00007" width="620" height="289" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ ผมจะทำการวิเคราะห์ลึกลงไปอีก โดยเครื่องมือนี้ยังสามารดูทั้งมิติเวลาและภูมิศาสตร์แบบละเอียด ผมจึงเริ่มไล่ดูข้อมูลนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่ MV เพลงนี้เริ่มฮิตติดกระแส (Tipping Point) แล้วไล่ไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่ามันเริ่มลามจากจุดไหน ผลที่ได้คือเราจะเห็นตามภาพว่า เพลงนี้เริ่มต้นดังจากหาดใหญ่ และค่อยๆเริ่มบูมที่นครปฐมกับระยอง จากนั้นเริ่มลามออกไปตามหัวเมืองใหญ่ แทบไม่ได้เข้ากรุงเทพฯเลย</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0000811.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-158" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0000811.jpg" alt="googletrends000081" width="880" height="434" /></a><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000081.jpg"><br />
</a><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends00008.jpg"><br />
</a>ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือ  Google Trends  ที่เราอาจจะไม่รู้จักหรือเคยมองข้ามนั้นมีศักยภาพในการทำงานที่หลากหลาย นำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่คิด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำไปประยุกต์ใช้แบบไหน ซึ่งความเจ๋งของ Google Trends นี้ก็คือข้อมูลที่แสดงผลออกมีความแม่นยำมาก เพราะข้อมูลที่ได้มานั้นมาเอาจากทุกๆคนบนโลกนี้ที่เสิรช์ข้อมูลผ่านกูเกิล ไม่ใช่เกิดจากการสุ่มเก็บตัวอย่างแบบที่นักสถิติชอบทำกัน นักการตลาดจึงสามารถนำข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้ได้หลายทาง เราจะมาพูดเรื่องนี้กันอีกทีในเรื่อง <strong>Big Data </strong>กันอีกครั้ง</p>
<p>ก่อนหน้านี้เรารู้จักฟีเจอร์ทั่วๆไปของ Google Trends  แล้ว  จากนี้เราจะมารู้กันว่าเราจะนำเครื่องมือ Google Trends นี้ไปประยุกต์เข้ากับการทำมาร์เก็ตติ้งได้อย่างไร แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถึงแม้  Google Trends  จะให้ประโยชน์แก่เรามากมาย แต่มันมีข้อจำกัดอยู่บางประการ ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ข้อมูล <a style="color: #ff6600;" title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a> ไม่ได้บอกปริมาณการเสิรช์ แต่บอกเป็น Search Index</strong></span></p>
<p>ข้อมูลที่อยู่ใน Google Trends จะมีค่าระหว่าง 1-100 ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่ผ่านการปรับฐานหรือการทำ Normalized ในเชิงสถิติ โดยเปรียบเทียบกับค่าสูงสุดของสิ่งที่เรากำหนดในกรอบการค้นหา ไม่ได้บอกเป็น Volume หรือปริมาณการเสิรช์โดยตรง (ถ้าเราอยากรู้ปริมาณการค้นหาจริงๆเราสามารถดูได้จากเครื่องมือของกูเกิลอีกตัวหนึ่งที่ชื่อ <a href="https://adwords.google.com/KeywordPlanner">Keyword Planner</a> ใน Google Adwords )  ข้อดีอยู่ที่เราสามารถเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นกระแสต่อกระแส แบรนด์ต่อแบรนด์ ช่วงเวลาต่อช่วงเวลา สถานที่ต่อสถานที่ จังหวัดต่อจังหวัด เมืองต่อเมือง ฯ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องปัจจัยด้านประชากรอินเตอร์เน็ต (เพราะถูกปรับให้เข้ากับปริมาณการเสิรช์ทั้งหมดของภูมิภาคนั้นๆ) และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ข้อเสียคือใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่สามารถดูค่าอย่างโดดๆได้</p>
<p>ตัวอย่างด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคำว่า &#8216;Selfie&#8217; กับ &#8216;Hipster&#8217; เพื่อให้เห็นการประสานการใช้งานระหว่างเครื่องมือสองตัวที่กล่าวถึง ฝั่งซ้ายคือ Google Trends ย้อนหลังไปได้หลายปี ด้านขวาคือ Keyword Planner ย้อนหลังไปได้ไม่กี่เดือน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0002.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-117" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0002.jpg" alt="googletrends0002" width="760" height="305" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กำลังตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ปริมาณการเสิรช์ = ตัวบ่งชี้สิ่งที่คนนิยมหรือสนใจ แต่ก็ไม่ถูกต้อง 100%</strong></span></p>
<p>ส่วนมากพอคนเราสนใจอะไรเป็นพิเศษก็มักจะหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Google การเสิรช์จึงสามารถสะท้อนสิ่งที่คนนิยมหรือสนใจอยู่ แต่ต้องเข้าใจไว้อย่างว่าเมื่อนำของสองสิ่งมาเปรียบเทียบกัน บางอย่างก็เปรียบเทียบกันได้ บางอย่างก็เปรียบเทียบกันได้ยาก ถ้าเราเปรียบเทียบอะไรที่เป็นกระแสระหว่างคำว่า &#8220;Hipster&#8221; กับ &#8220;Selfie&#8221; เราก็จะมองเห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อกังขา แต่สมมติว่าถ้าเราเปรียบแบรนด์สินค้าซึ่งไม่เน้นในการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ (Low Involvement Product) อย่างเช่นสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) กับสินค้าที่เน้นในการค้นหาข้อมูลประกอบเพื่อการตัดสินใจซื้อมาก (High Involvement Product) อย่างรถยนต์ บ้าน ฯ เราอาจต้องระวังค่อนข้างมากก่อนที่จะเปรียบเทียบ ตีความหรือสรุปใดๆ</p>
<p>ตัวอย่างด้านล่างคือการเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมกันระหว่างไอศกรีม &#8216;Magnum&#8217; กับรถยนต์ &#8216;Honda&#8217; แน่นอนถ้าเทียบกันเป็นจำนวนชิ้น (Volume) แล้วคนย่อมซื้อไอศกรีมมากกว่ารถยนต์อยู่แล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบการเสิรช์ค้นหาแล้วกลายเป็นว่า &#8216;Honda&#8217; มีปริมาณการค้นามากว่า &#8216;Magnum&#8217; อย่างเทียบกันไม่ติด (แม้กระทั่งช่วงที่แมกนั่มฮิตติดลมบนเมื่อต้นปี 2013 ที่เมื่อเทียบความฮิตเป็นกระแสทั่วประเทศทำให้ยอดขายพุ่งไปหลายเท่า คนก็น่าจะค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกออนไลน์ ก็ยังสู้ฮอนด้าไม่ได้แม้แต่นิด ) นั่นเป็นเพราะเมื่อเราเปรียบเทียบข้ามขอบเขตอย่างกรณีนี้คือ สินค้าทั้งสองประเภทมีธรรมชาติความต้องการค้นหาประกอบการตัดสินใจซื้อไม่เท่ากัน ทำให้สรุปไม่ได้ว่าอะไรเป็นที่นิยมมากกว่ากัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-222" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000000.jpg" alt="googletrends000000" width="760" height="305" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>เสิรช์มากไม่ได้หมายความว่าอยากซื้อแบรนด์นี้มาก และฉันรักแบรนด์นี้มาก</strong></span></p>
<p>อีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังคือ เราห้ามตีความว่าการเสิรช์หมายถึงความสนใจในการซื้อ บางทีคนอาจจะเสิรช์เล่นๆ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับการอยากซื้อหรือขั้นตอนการรีเสริช์ก่อนซื้อ บางทีคนเสิรช์เพราะมีปัญหาหลังการขาย หรือเรื่องอื่นๆ ข้อมูลพวกนี้เราไม่สามารถแยกแยะได้  ดังนั้น เราจึงไม่ควรตีความว่าการเสิรช์คือ Commercial Value หรือ Brand Value</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ปริมาณการเสิรช์ ไม่ใช่เรื่องของ Social Listening</strong></span></p>
<p>เมื่อเรากำลังอยากวัดความสนใจในโลกออนไลน์ นอกจากวัดที่ปริมาณการเสิรช์แล้ว เรายังสามารถวัดได้จากบทสนทนา (Conversation) หรือการพูดถึงในออนไลน์ เช่น โพสใน Pantip Facebook ฯ ซึ่งเรื่องหลังนี้เองเป็นหน้าที่ของเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่เราพูดกันทั่วๆไปว่า <strong>Social Listening</strong> โดยหลักการคือการเงี่ยหูฟังไปบนอินเตอร์เน็ตทั้งหมดว่าคนพูดถึงเราที่ไหนบ้าง เรื่องอะไรบ้าง เพื่อวิเคราะห์ดูว่ามีคนพูดถึงข้อดีข้อเสียของสินค้าหรือบริการเราอย่างไร เราจะมาพูดเรื่อง Social Listening นี้ในคราวหลังอีกที</p>
<p>ดังนั้น เราอาจต้องดูข้อมูลของทั้งเสิรช์และ Social Listening เพื่อนำมาวิเคราะห์ Cross Check ซึ่งกันและกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เอาล่ะครับ เกริ่นมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถึงเวลา</strong><strong>เรามาดูประโยชน์ของ <a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a> ว่าเอามาช่วยในการทำงานของเราอย่างไรได้บ้าง </strong>สามารถแบ่งออกได้เป็นข้อๆดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><strong><span class="wt-dropcap-square">1</span> นำมาใช้วัดเรตติ้ง</strong></h2>
<p>สมมุตว่าคุณกำลังต้องการทำสปอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง มีรายการที่คุณอยากเข้าไปหลายรายการตามภาพด้านล่าง รายการที่คุณกำลังสนใจได้แก่  The Voice (สีแดง) The Voice Kids (สีม่วง) Take Me Out (สีแดง) ปริศนาฟ้าแลบ (สีเหลือง) The Winners is (สีเขียว) ถ้าเรากำลังต้องตัดสินใจสปอนเซอร์ไปในรายการใดรายการหนึ่งแต่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย Google Trends ก็จะช่วยเราได้มาก แต่ปกติทางเอเจนซี่ก็ส่งเรตติ้งของแต่ละรายการมาให้พิจารณา แต่เราก็อาจจะลองเช็คอีกทางจากทาง Google Trends นี้ได้</p>
<p>ซึ่งคำตอบชัดเจนมากว่า  The Voice เรตติ้งดีกว่ารายการอื่นๆมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0004.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-125" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0004.jpg" alt="googletrends0004" width="760" height="305" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="msgbox msgbox-info" >
<p>ข้อควรระวังจากตัวอย่างนี้มีดังนี้</p>
<ul>
<li>บางทีชื่อมีความสั้นยาวและการสะกดที่ยากง่ายต่างกันไป เราควรลองใส่คำที่คิดว่าน่าสะกดผิดลงไปด้วย อีกทั้งควรใส่ดูทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</li>
<li>จากตัวอย่าง ถ้ามองกันดีๆในคำว่า The Voice Kids นั้น เมื่อเส้นสีม่วงกระดกขึ้น เส้นสีฟ้าก็กระดกตาม ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่ามีคำว่า &#8216;The Voice&#8217; ซ้อนอยู่ในคำว่า &#8216;The Voice Kids&#8217;  ข้อนี้ต้องควรระวังดีๆเพราะจะทำให้แปลว่าผิดเพี้ยนไปเพราะค่ามันซ้ำซ้อนกันอยู่</li>
<li>บางทีการใช้ Google Trends ก็ไม่สามารถทดแทนการคิดเรตติ้งแบบปกติได้ในเรื่องความแม่นยำ เพราะมีปัจจัยแวดล้อมมาเกี่ยวข้อง อาทิเช่น การจดจำชื่อแบรนด์ (Brand Recognition) ในแต่ละปี กรณีรายการ The Voice อาจจะไม่มีนัยยะสำคัญมาก แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาเปรียบเทียบชื่อแบรนด์ที่เรียกยากๆหรือเพิ่งเข้าสู่ตลาดใหม่ๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเป็นอย่างมากเลยทีเดียว</li>
</ul>
</div>
<p>เรายังสามารถดัดแปลงเรื่องการวัดกระแสนี้มาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เช่น วัดความดังของดารากรณีที่เราจะนำมาพิจารณาเลือกใครมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือใช้เพื่อนำมาหา Insights ในการนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ต่างๆต่อไป เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><strong><span class="wt-dropcap-circle">2</span> นำมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเรื่องความสนใจเกี่ยวกับตัวแบรนด์</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>น่าจะเป็นเรื่องที่ตรงประเด็นของนักการตลาดมากที่สุด คือเพื่อเช็คดูว่าแบรนด์เราหรือคู่แข่งใครค้นหามากกว่ากัน สะท้อนถึงความนิยมของตัวแบรนด์ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากตัวอย่างค่ายมือถือ และยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ ดังต่อไปนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends005.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-24" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends005.jpg" alt="googletrends005" width="880" height="434" /></a></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-30" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends0061.jpg" alt="googletrends006" width="880" height="434" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากภาพจะเห็นได้ว่าในบรรดาค่ายโอเปอเรเตอร์มือถือ True dtac และ AIS ขับเคี่ยวกันมาตลอดในช่วงปี 2011-2013 รอยหยักที่ขึ้นลงไปในทิศทางเดียวกันน่าจะส่งผลมาจากสงครามโปรโมชั่นที่ขับเคี่ยวกันมาตลอด แต่ช่วงหลังปี 2014 ทาง AIS ดูจะชนะค่ายอื่น น่าทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าเพราะเรื่องอะไร เป็นเพราะโปรโมชั่นและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ดีกว่า หรือเป็นเพราะบริการอื่นๆที่หลากหลายมากขึ้น ส่วน dtac นับว่าเป็นแบรนด์ที่แผ่วทีสุด ส่วนกราฟต่อมาเป็นเรื่องของแบรนด์มือถือที่ได้รับความนิยม เห็นได้ชัดเจนว่า Iphone ชนะขาด แต่ Samsung จี้มาติดๆ อย่างไรก็ตามควรตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมตามข้อควรระวังด้านล่าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="msgbox msgbox-info" >
<p>ข้อควรระวังจากตัวอย่างนี้มีดังนี้</p>
<ul>
<li>ระวังเปรียบเทียบแบบมวยไม่ถูกคู่ อย่างกรณีนี้ Samsung และ LG เองนอกจากขายโทรศัพท์มือถือแล้วยังขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ซึ่งคนก็สนใจค้นหาใน Google เช่นเดียวกัน ดังนั้นคำค้นหาจึงถูกปนมาอยู่ในนี้ด้วย เช่นเดียวกับ True ที่มีบริการหลายอย่างมากกว่าการเป็นโอเปเรเตอร์มือถือ</li>
<li>ไม่ได้บอกว่าถ้าสนใจแล้วจะเป็นเชิงลบหรือเชิงบวก เราอาจจะอยากค้นหาชื่อค่ายมือถือเพราะเครื่องมีปัญหาหรือค้นหาเบอร์โทรศัพท์ Call Center เพื่อโทรไปตำหนิก็ได้ นอกจากนี้เราไม่รู้แน่ชัดว่าสิ่งที่ค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร เช่น โปรโมชั่น อินเตอร์เน็ต 3G ฯ อย่างมากก็ดูคร่าวๆได้จาก &#8216;คำค้นที่ใกล้เคียง (Related Searches)&#8217; หรือใช้เครื่องมืออย่าง Social Listening ที่จะสามารถหาค่า Sentiment ได้</li>
<li>ระวังเรื่องฤดูกาล (Season) และรอบวัฏจักร (Cycle) ในการเปรียบเทียบด้วย ส่วนการดูในระดับเทรนด์ควรวางช่วงเวลาห่างกันยาวๆถึงจะเห็นภาพได้ชัด</li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2><strong><span class="wt-dropcap-circle">3</span> นำมาหาโอกาสทางการตลาด</strong></h2>
<p>บางครั้งเราสามารถใช้  Google Trends เพื่อนำมาทำให้เกิดผลบางอย่างทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการหาอุปสงค์ทางการตลาด (Demand) ในรูปแบบการใช้งานแบบเดียวกับการวัดเรตติ้งในข้อที่ 1 หรือมองหาเรื่องของฤดูกาลการขาย (Season) แบบเดียวกับที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ การที่เราเห็นรูปแบบ pattern บางอย่าง ทำให้เราสามารถคาดคะเนยอดขายในอนาคตและส่งผลต่อการเตรียมการในเรื่องขั้นตอนการผลิตไว้ล่วงหน้าได้ ดังเช่น &#8216;ชุดนักเรียน&#8217; &#8216;รองเท้านักเรียน&#8217; และ &#8216;กระเป๋านักเรียน&#8217; ตามตัวอย่างในช่วงปลาย เม.ย.ถึง พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันทุกปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-196" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000082.jpg" alt="googletrends000082" width="760" height="266" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกตัวอย่างของ LTF และ RMF ที่คนมักไปแห่ซื้อกันที่ปลายปีทุกที</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-209" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000087.jpg" alt="googletrends000087" width="760" height="266" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มาดูกันอีกในหลายๆแง่มุม เราก็ยังสามารถใช้ Google Trends เพื่อหาแง่มุมทางการตลาดอื่นๆได้ อาทิเช่น หาโอกาสที่เกิดจะเติบโต (Room for Growth) สำหรับบางธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกันสูง ดังตัวอย่างด้านล่างที่พูดถึงโรคมะเร็ง จะเห็นได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะค้นหาในเรื่องเกี่ยวกับการรักษา แต่ถ้าพูดถึงประกันภัยมะเร็ง น้อยคนที่จะรู้จักหรือสนใจ ทั้งๆที่หากดูกันในลักษณะกราฟดีๆจะมีความเกี่ยวเนื่องกันค่อนข้างสูงมาก เราสามารถบอกได้กว้างๆว่า หากทำการตลาดดีๆ เส้นสีแดงควรเขยิบขึ้นมาสูงได้มากกว่านี้ ซึ่งก็คือโอกาสทางการตลาดที่จะขายกรรมธรรม์ประเภทนี้ได้มากนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-200" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000085.jpg" alt="googletrends000085" width="760" height="266" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หรือสุดท้ายสำหรับคนที่อยากเริ่มขายของออนไลน์ ก็ยังสามารถใช้เครื่องมือตัวนี้มาค้นหาว่าสินค้าตัวไหนน่าจะยังเป็นที่นิยมเผื่อที่จะเอามาขายก็ย่อมได้ ตามตัวอย่างด้านล่างเป็นคำกว้างๆ อยากแนะนำให้เข้าไปลองเล่นแล้วใส่คำค้นที่ย่อยๆลงไปมากกว่านี้ได้อีก ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงประเด็นและแม่นยำมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-198" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000083.jpg" alt="googletrends000083" width="760" height="266" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><strong><span class="wt-dropcap-circle">4</span> วัดผลสำเร็จของแคมเปญ</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>เป็นที่เข้าใจได้ว่า แคมเปญทางการตลาดหลายๆแคมเปญ นอกจากคนจะพูดถึงแบบปากต่อปากแล้ว ในโลกออนไลน์ก็มีการพูดถึงกันมากเช่นกัน ไม่ว่าจะตาม Social Media บล็อก หรือเวบบอร์ต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดก็ส่งผลเชิงลึกที่มีคนกลุ่มหนึ่งสนใจจนต้องค้นหาในกูเกิล วิธีวัดเราก็สามารถดูได้คร่าวๆ ในช่วงเวลาที่เริ่มแคมเปญกับช่วงเวลาอื่นๆที่ไม่มีแคมเปญ ยกตัวอย่างแคมเปญที่เคยประสบความสำเร็จ เช่น  AXE  ที่เคยออกแคมเปญ AXE 2012 Last Edition ช่วงปลายปี 2011 หรือไอศกรีมแมกนั่มที่ฟินกันถ้วนหน้าในช่วงกลางปี 2012 และแม็กนั่มคาเฟ่ ต้นปี 2013 หรือจะเป็นแคมเปญ Share a Coke ของโค้กที่ทุกคนไปตามหาชื่อตัวเองในกระป๋อง ช่วงปี ต.ค. 2013 ก็จะเห็นกราฟที่พุ่งขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้อย่างชัดเจน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-202" src="http://www.kittipat.in.th/wp-content/uploads/2015/03/googletrends000086.jpg" alt="googletrends000086" width="760" height="266" /></p>
<h2></h2>
<div class="msgbox msgbox-info" >
<p>ข้อควรระวังจากตัวอย่างนี้มีดังนี้</p>
<ul>
<li>ควรใช้สำหรับเปรียบเทียบกับตัวเราเองในช่วงเวลาที่ต่างกันเท่านั้น ไม่ควรเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นๆ</li>
<li>บางทีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นความพยายามของแบรนด์ หรือบางทีก็เป็นโอกาสของแบรนด์ให้มาทำอะไรต่อ หรือบางทีเป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นเพราะผู้บริโภคเกิด Group Think สนใจในเรื่องของแบรนด์ในช่วงเวลาที่รันแคมเปญพอดี ควรแยกแยะให้ออก</li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>เราก็พอที่จะเห็นแล้วว่า <a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a> จริงๆนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้อะไรได้ตั้งหลายอย่าง แม้จะมีความยุ่งยากในการตีความอยู่บ้าง เพราะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ แต่ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือตัวนี้ในการทำงานคือการ<strong>เปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นความจริง </strong>เรื่องนี้สำคัญมากโดยเฉพาะเวลาพรีเซ็นต์งาน คุยกับเจ้านาย คุยข้ามหน่วยงาน หรือคุยกับลูกค้า เรื่องที่มันค่อนข้างคลุมเครือ (subjective) ที่อาจหาข้อมูลมาอ้างอิงไม่ค่อยได้ บางทีก็ทำให้ในที่สุดไอเดียหรือแผนงานของเราไม่มีน้ำหนัก อยากให้ลองพิจารณาใช้  Google Trends ดูสักครั้งครับ เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ง่ายและรวดเร็วมากขนาดสามารถเปิดค้นหาขณะอยู่ในห้องประชุมได้ด้วยซ้ำ เมื่อไหร่ที่แผนความคิดเรามีน้ำหนักมากขึ้น เราก็จะโน้มน้าวคนอื่นได้มากขึ้น ดังที่เขากล่าวว่า  “Let the data speak for themselves” ลองดูครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>บทสรุป</h1>
<p><strong><a title="Google trends" href="http://www.google.com/trends" target="_blank">Google Trends</a> เป็นเครื่องมือที่รวมพฤติกรรมของคนชอบค้นหา (Search) หาอะไรบนออนไลน์ มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักการตลาดขึ้นอยู่กับว่าประยุกต์พลิกแพลงมาใช้กันอย่างไร ไม่มีข้อจำกัดตายตัว ข้อดีคือสามารถนำมาค้นหาอะไรได้เร็ว และสามารถเป็นผู้ช่วยในการทำงานได้ในหลายๆสถานการณ์ แต่ข้อจำกัดของมันก็มีเช่นกัน เราต้องเข้าใจถึงกลไกพฤติกรรมการค้นหาของมนุษย์ในหลายๆแง่มุม บางครั้งการตีความก็ทำได้ยาก และต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นมาเพื่อประกอบการตัดสินใจ หลายๆคนอาจมองว่ามันยุ่งยาก ให้ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยหาคำตอบมาให้อาจจะง่ายกว่า แต่อย่าลืมว่าเราเองก็ไม่มีงบประมาณในการทำวิจัยทุกครั้ง โดยเฉพาะยิ่งกับบริษัทที่มีงบประมาณไม่มากอย่าง SMEs  นอกจากนั้นบางจังหวะก็ต้องการข้อมูลที่รวดเร็วกว่าที่บริษัทวิจัยจะหาคำตอบให้ทัน ลองพิจารณา Google Trends ดูครับ ไม่ว่าจะเอามาใช้ตั้งแต่เริ่มต้น หรือเอามาใช้เมื่อจนตรอก ยังไงก็มีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ได้คือ &#8216;ข้อมูล&#8217; ไม่ใช่ &#8216;การเดา&#8217;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.kittipat.in.th/google-trends/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
